[dropcap1]หาก[/dropcap1]คุณกำลังชั่งใจอยู่ว่าการซื้อประกันเพิ่มนั้นจะเป็นทางเลือกที่ฉลาดและคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่เสียไปหรือไม่สำหรับอุปกรณ์ของคุณแล้วล่ะก็ เทคนิคต่างๆในกรอบนี้จะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

 

  1. อ่านข้อตกลง,เอกสารสัญญา ของประกันให้ละเอียด : จากการสำรวจกว่าครึ่งของลูกค้าทั่วไปไม่ได้ทำการอ่านข้อตกลงหรือสัญญาต่างๆให้ดีซะก่อนที่จะทำการตัดสินใจ ที่สำคัญควรจะอ่านให้ละเอียดจริงๆ ไม่จำเป็นต้องไปนั่งอ่านอยู่ที่ร้านค้าก็ได้ เอากลับไปอ่านที่บ้านให้ละเอียดแล้วค่อยกลับไปซื้อภายหลังก็ยังไม่สาย
  2. หากำหนดระยะเวลาที่รับประกันให้แน่นอน : อ่านข้อความที่แสดงถึงการยกเว้นต่างๆให้รอบคอบโดยส่วนใหญ่แล้วสัญญาต่อประกันจะกำหนดเวลาซ้ำซ้อนกับประกันปกติจากผุ้ผลิต เช่นในสัญญาเขียนเอาไว้ว่า 4 ปี แต่คุณได้รับประกันปกติจากผู้ผลิต 1 ปีอยู่แล้ว นั่นหมายความว่าคุณจะได้ประกันเพิ่มอีกแค่ 3 ปีเท่านั้นเอง
  3. ระวังค่าใช้จ่ายในการขนส่ง : ถ้าผลิตภัณฑ์ต้องทำการส่งไปที่ร้านค้าเพื่อรับบริการล่ะก็คุณอาจจะต้องเสีัยค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เพิ่ม
  4. พิจารณาการคุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุ : ประกันส่วนใหญ่ไม่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุ เช่น ทำตก ,ทำกาแฟหกใส่ เป็นต้น ซึ่งถ้่ามีทางเลือกเราก็ควรจะจ่ายมากกว่าอีกหน่อยเพื่อให้คุ้มครองเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเหล่านี้ด้วย โดยเฉพาะอุปกรณ์ประเภทที่ติดตามตัว
  5. ทราบถึงข้อตกลงในการยกเลิกสัญญา : ถ้าคุณรู้สึกเสียใจที่ได้ทำการซื้อประกันไปนั้นคุณสามารถยกเลิกประกันที่ซื้อไปได้ถ้าเวลายังผ่านไปไม่นานนักโดยจะได้เงินคืนทั้งหมด และมีเงื่อนไขว่าคุณต้องไม่ได้ใช้บริการนั้นเลย ตรงจุดนี้แล้วแต่ข้อกำหนดของแต่ละร้าน
  6. ถามหาข้อเสนอพิเศษ : ประกันเสริมหลายอย่างคุ้มครองถึงการเปลี่ยนชิ้นส่วนให้ใหม่เช่น หลอดภาำำพของโปรเจคชั่นทีวีที่มีราคาสูงถึง 13,000 บาทหรือมากกว่านั้น ให้ลองคำนวนดูว่าคุณดูทีวีบ่อยแค่ไหนและเปรียบเทียบกับอายุการใช้งานของหลอดภาพนั้นด้วย
  7. สำรวจความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์นั้น : ยกตัวอย่างเช่นเครื่องรับโทรทัศน์แบบ CRT เราสามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตได้โดยการดูคะแนนที่ผ่านๆมาจาก ผลสำรวจของ PC World ที่ทำการสำรวจเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือและบริการประจำปีได้ที่ find.pcworld.com/52008 และยังมีความคิดเห็นจากลูกค้าทั่วไปด้วย
  8. เปรียบเทียบระหว่างค่าประกันและราคาของสินค้า : ตัวอย่างเช่น Best Buy คิดเงินเป็นจำนวน 2,580 สำหรับการต่อประกัน 4 ปีของทีวีเครื่องละ 8,600 บาท(คิดเป็น 30%) และ 17,200 บาทสำหรับการต่อประกัน 4 ปีของเครื่องโปรเจคชั่นทีวีราคา 172,000 บาท (คิดเป็น 10%) ซึ่งในความเป็นจริงแล้วโทรทัศน์แบบ CRT นั่นมีการเสียหายน้อยกว่ามาก แต่กลับต้องจ่ายค่าประกันในเปอร์เซ็นที่มากกว่า จึงไม่ค่อยเข่าท่าเท่าใดนัก
  9. ตรวจสอบราคาหลายๆร้าน : ราคาต่อประกัน 4 ปี ของเครื่องโปรเจคชั่นทีวีจากโซนี่ที่ร้าน Best Buy ราคา : 17,200 บาท ที่ Circuit City ราคา : 22,575 บา่ท และที่ CompUSA ราคา 25,800
  10. ตรวจสอบข้อตกลงของบัตรเครดิตของคุณ : บัตรเครดิตบางบริษัททำการต่อเวลาประกันให้คุณโดยอัตโนมัติ แต่ว่าหากต้องการซ่อมอุปกรณ์คุณจะต้องทำการสำรองจ่ายไปก่อนแล้วจึงเบิกคืนภายหลัง