ผู้ใหญ่อย่างเราๆหากได้ลองเรียนภาษาใหม่ๆนอกจากภาษาที่เรารู้อยู่แล้วก็คงจะรู้ว่ามันยากและสับสนต่อการเรียนรู้แค่ไหน ทำให้เวลาเราเห็นเด็กๆวัย 2-3 พูดสลับกันไปมาระหว่าง 2 ภาษาทำให้เราเข้าใจผิดว่าเด็กสับสันในภาษา จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย (อ้างอิงจากผลงานวิจัย)

ในทางตรงข้าม เด็กๆที่ได้เรียนภาษาที่ 2 ตั้งแต่เด็ก กลายเป็นคนพูดภาษานั้นๆได้แบบ Native Speak ได้เลยทีเดียว ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก ในผู้ใหญ่

เด็กๆเรียนภาษาตอนไหน?

มีงานวิจัยบางชิ้น รายงานว่า เด็กๆจะเริ่มทำการเรียนรู้ภาษานับตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ด้วยซ้ำไป เสียงของคุณแม่ที่คุยกับลูก เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ลูกในท้องจะได้ยิน ทำให้หลังจากที่เกิดมาแล้ว เด็กเพิ่งคลอดจะแยกแยะได้เฉพาะ ภาษาของแม่ และภาษาของคนอื่นเท่านั้น

ภาษาแตกต่างกันที่เสียง โดยมีเสียงที่แตกต่างกันมากถึง 800 เสียงเลยทีเดียว ทำให้แต่ละภาษามีความแตกต่างกันของเสียง ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้เด็กแรกเกิดนั้นมีพรสวรรค์อย่างยิ่งเนื่องจากสามารถแยกความแตกต่างของเสียงทั้ง 800 เสียงนั้นได้ ทำให้วัยแรกเกิดนี้แหละที่ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ภาษาได้โดยไม่รู้สึกแปลก

เด็กวัยตั้งแต่ 6 – 12 เดือนหากเรียนรู้แค่ภาษาเดียวเค้าจะเริ่มแยกแยะเสียงเฉพาะที่เป็นภาษาแม่ของเขาเท่านั้น ทำให้ พวกเค้าเริ่มเสียความสามารถในการฟังเสียงภาษาอื่นๆ พูดง่ายๆว่าเรียนภาษาอื่นๆยากขึ้นนั่นเอง

ความแตกต่างระหว่างเด็ก 2 ภาษาและภาษาเดียว

จากที่ได้กล่าวไปแล้วว่าเด็กจะสามารถฟังเสียงได้ทุกแบบในช่วงแรกเกิดถึงปีแรก ได้มีการทดลองและพบความแตกต่างระหว่างเด็ก 11 เดือนที่เรียนรู้ภาษาเดียว กับ 2 ภาษา ได้ผลดังนี้

  • เด็กที่เรียนภาษาอังกฤษอย่างเดียว จะฟังและประมวลผลได้เฉพาะภาษาอังกฤษ ไม่สามารถฟังภาษาอื่นๆได้
  • เด็กที่เรียนรู้ทั้งภาษาอังกฤษและสเปน จะสามารถฟังและประมวลผลได้ทั้ง 2 ภาษาพร้อมกัน

ดังนั้นแล้ว…เราควรจะพูดและสอนลูก 2 ภาษาตั้งแต่ในขวบปีแรก

เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า การเรียนรู้ภาษา จะทำให้ชีวิตของเค้าง่ายขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา